[Event] Welcome to my place -Narvik-

posted on 28 Nov 2013 22:36 by secrettra
 
คอมมูนิตี้นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูน เรื่อง Axis Powers Hetalia
 
ซึ่งสมมติตัวละครโดยมีต้นแบบมาจากเมือง/รัฐในประเทศต่างๆ 
 
และทุกส่วนของคอมมูนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ หรือแสวงหาผลประโยชน์กับบุคคล องค์กร เมือง หรือประเทศใดทั้งสิ้น
 

 
 

 

 

 

      การบ้าน ชิ้นแรก...โผล่มาแล้ว

      งานครั้งนี้คือเป็นไก่... เป็นไกด์พาลูกทัวร์คนนึงเที่ยวเมืองของตัวเอง มันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร หากว่าที่บ้านมีสถานที่เที่ยวเยอะ


 

      ไม่สิ…


      ผมว่าถ้ามีสถานที่เที่ยวเยอะมันก็น่าปวดหัวไม่น้อย แต่การไม่มีอะไรจะให้เที่ยวเลยก็น่าปวดหัวไม่แพ้กัน สรุปน่าปวดหัวทั้งสองอย่าง(...) เมืองผมก็ไม่ใช่เมืองเน้นการท่องเที่ยว ส่วนมากอยู่อาศัยกันไปอย่างเรียบง่าย


      แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรน่าสนใจนะ


     เวลายืดยาวไปมากพอให้ผมพาลูกทัวร์กิตติมาศักดิ์ท่านนี้เที่ยวในช่วงหน้าหนาวของที่บ้าน เพราะถ้าไม่ใช่หน้าหนาวผมก็คงให้เค้าตกปลาทั้งวันแหละ…


      ล้อเล่นน่ะ


      คุณผอ.มอบตั๋วเครื่องบินมาให้สองใบ สำหรับผมใบนึง และ อืม… มิสเตอร์ผู้มีตัว A อยู่กลางหน้า ใบนึง… ผมมีเวลาสามวันสองคืนในการพาเขาคนนี้เที่ยว

 


 


      หลังจากจัดการเรื่องวีซ่าสำหรับมิสเตอร์เอเรียบร้อยแล้วผมก็เตรียมตัวเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด รู้สึกคาดไม่ถึงอยู่เหมือนกันที่มาเรียนแค่ไม่ถึงสองเดือนแล้วจะได้กลับไปที่บ้านเร็วขนาดนี้ ว่ากันตามตรงผมนึกอยากกลับบ้านมาตลอดตั้งแต่ที่เข้าเเรียน… แต่พออยู่ๆ ไปโรคโฮมซิคของผมมันก็ค่อยๆ บรรเทาลงจนหายห่วง


      มั้ง…


      อันที่จริง หากจะไปบ้านผมจำเป็นต้องใช้ตั๋วเครื่องบิน 4 ใบ/ 2 คน คือ นั่งเครื่องไปลงที่ออสโล ก่อนจะต่อเครื่องไปลงที่สนามบินภาคเหนือ นั่นเป็นการเดินทางที่รวดเร็วและสะดวกที่สุด ผู้คนนิยมใช้มากที่สุด… ไม่เป็นไร ในเมื่อคุณผอ.ให้มาเพียงแค่สองใบผมก็จะใช้แค่สองใบ ค่อยไปซื้อตั๋วเครื่องบินนั่งไปสนามบินภาคเหนือที่ออสโลก็ได้


      เวลาตีหนึ่งสามสิบนาทีผมกับมิสเตอร์เอก็พากันเดินทางไปยังสนามบินของเกาะ W เครื่องขึ้นตีสองยี่สิบนาที ใช้เวลาราวๆ สิบชั่วโมงกว่าจะถึงที่สนามบินออสโล ระหว่างที่นั่งอยู่บนเครื่องผมเตือนมิสเตอร์เอไปนิดหน่อยว่าหากไม่ชินกับอากาศหนาวให้เตรียมใจไว้ เพราะชาวเกาะอย่างเขาไม่น่าจะทนอากาศเย็นๆ ได้มากเท่าไหร่นัก ทว่ามิสเตอร์เอกลับยิ้มกว้าง พร้อมทั้งบอกว่า ‘แค่นี้สบายมากครับ!’


      ผมก็กลอกตาไปสิ…


      หลังจากบอกอย่างอื่นเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยมิสเตอร์เอก็หลับไป ดูเขาชิลกับการไปเที่ยวแบบนี้แสดงว่าคงไม่หวั่นไหวเวลาไปเยือนประเทศต่างๆ แล้วล่ะสินะ…


      สิบชั่วโมงผ่านไปพวกเราก็มาถึงประเทศนอร์เวย์อย่างปลอดภัย ในตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเช้าพอดี ผมปลุกมิสเตอร์เอแล้วพาเขาลงจากเครื่องไปหากาแฟอุ่นๆ ดื่มกันในสนามบินออสโล

      ที่ท่าอากาศยานออสโลตั้งอยู่ในการ์เดอร์มอน เขตยูลเลนแซเกอร์ ว่ากันว่าเป็นสนามบินที่ไม่ใหญ่โตนักแต่ก็มีความเพียบพร้อมด้านการให้บริการ หลังจิบกาแฟกันให้หายหนาวผมก็ไปซื้อตั๋วเครื่องบินนั่งไปยังสนามบินเอวเนส ซึ่งเป็นท่าอากาศยานภาคเหนือของนอร์เวย์ การจะขึ้นไปเที่ยวต่อในภาคเหนือจำเป็นต้องไปยังช่องทางนี้เนื่องจากสะดวกที่สุด


      ใช้เวลาไปอีกหนึ่งชั่วโมงกับการนั่งเครื่องมาลงที่สนามบินเอวเนส มิสเตอร์เอมองวิวด้านล่างแล้วทำท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ที่นี่ใกล้เข้าสู่ช่วงที่ไม่มีพระอาทิตย์แล้ว หิมะคงจะตกปกคลุมทั่วทั้งเมืองอย่างเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา

     พอลงจากเครื่องเราก็นั่งรสบัสเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง บรรยากาศสองข้างทางมันยังคุ้นตาผมเช่นเดิม มองแล้วรู้สึกสงบใจ… แม้แต่มิสเตอร์เอที่ยังตื่นเต้นอยู่เมื่อครู่ก็นั่งมองถนนหนทางอย่างเรียบร้อยสงบเสงี่ยม

 

 

      กว่าจะเข้ามาถึงตัวเมืองก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงเช้า มิสเตอร์เอบ่นว่าปวดหลังปวดเอวหน่อยๆ เพราะนั่งรถนาน ทั้งยังสงสัยว่าในป่าในเขาแบบนี้จะมีบ้านคนเหรอ? ถึงแม้สองข้างทางจะมีบ้านคนอยู่เป็นช่วงๆ ก็เถอะ

 



      รถบัสเข้ามาจอดเทียบท่าในใจกลางเมือง ที่นี่ไม่ได้มีอาณาเขตกว้างมากนัก ประชากรก็มีอาศัยอยู่ราวๆ หนึ่งหมื่นแปดพันกว่าคน โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มากเท่าไหร่ต่อปี นับว่าเป็นเมืองที่ไม่แออัด

      ผมเลือกให้พวกเราไปพักกันที่บ้านของผมเอง ไม่ใช่เพราะที่นี่ไม่มีโรงแรมดีๆ ให้พัก แต่เป็นเพราะว่าผมอยากให้มิสเตอร์เอได้เที่ยวแบบสบายๆ เหมือนมาค้างบ้านเพื่อน ไม่ต้องไปจับจองโรงแรมให้เสียเวลา ยังไงๆ บ้านผมก็กว้างพอที่จะรับรองคนมาพักซักคนสองคนอยู่แล้ว พอลงจากรถบัสก็โบกรถไปแถวถนน Fridtjof nansens vei เพื่อไปที่ถนนสาย Lomveien 83  ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านผม…

      มิสเตอร์เอมองบ้านสองชั้นสีขาวทั้งหลังด้วยความสงสัย ระเบียงไม้ด้านนอกลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆ ด้านล่างเป็นปูนซีเมนต์ไร้ลวดลาย หน้าต่างกระจกถูกปิดไว้ยามที่ไม่มีใครอยู่ดูแล สวนที่ตกแต่งไว้แบบเรียบๆ มีต้นไม้สูงสองต้น เหมือนมันจะรกขึ้นหน่อยๆ หลังจากที่ผมไปเรียน

      บ้านหลังนี้อยู่ห่างจากใจกลางเมืองไม่ไกลนัก สามารถขับรถหรือปั่นจักรยานไปก็ยังได้ แต่ถ้าเดินไปก็คงใช้เวลาอยู่ไม่น้อย มิสเตอร์เอดูจะคึกคักขึ้นมานิดหน่อยพอเห็นบ้านผมอยู่ติดริมทะเล

 
 

      แต่ก็ใช่ว่าจะลงไปเล่นได้หรอกนะ ผมยังไม่อยากเรียกคนมาลงไปช่วยกันงมหานักท่องเที่ยวชาวเกาะที่หายไปในทะเลหนาวๆ แบบนี้..


      หลังจากที่เข้ามาเก็บข้าวของเรียบร้อยและจัดห้องพักให้มิสเตอร์เอ ผมก็ตัดสินใจว่าเราควรไปหาอะไรทานกันในเมือง ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงเกือบบ่าย สมควรแก่การพาเขาไปเที่ยวรอบๆ เมืองแล้วล่ะ…

      ผมลงไปที่โรงจอดรถชั้นล่างของตัวบ้านพร้อมกุญแจในมือ รู้สึกลังเลหน่อยๆ กับการเลือกยานพาหนะที่จะใช้ เลยจำต้องหันไปถามมิสเตอร์เอ เขาบอกมาว่าอยากนั่งฮาเล่ย์ ผมก็เลยต้องจัดให้…


      ว่าไปก็ไม่ได้จับแฮนด์ฮาเล่ย์พาคนอื่นซ้อนไปเที่ยวในเมืองนานแล้ว


      ปกติผมจะใช้มันก็ต่อเมื่อขึ้นไปเที่ยวแถวๆ Tromsø ไม่ก็ขึ้นไปแค่ Harstad น้อยครั้งที่จะใช้มันขี่ร่อนในเมืองแบบนี้ แต่ในเมื่อลูกทัวร์อยากนั่ง มันก็เป็นหน้าที่ของไกด์ล่ะนะครับ


      ในเมืองมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ถือเป็นศูนย์รวมจับจ่ายซื้อของต่างๆ ตามอัธยาศัย ผมพามิสเตอร์เอไปหาอาหารง่ายๆ ทานก่อนที่จะพาเขาเที่ยวชมรอบๆ เมือง อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าเมืองนี้ไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลมากนัก และส่วนมากประกอบไปด้วยป่าเล็กป่าน้อย มีต้นไม้และหญ้าขึ้นแทบจะทุกที่ที่ขึ้นได้ ซ้ำพื้นที่ในทะเลยังจะมากกว่าพื้นดิน เรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง… สำเนียงคนพูดที่นี่เป็นสำเนียงเหนือออกเหน่อกว่าคนเมืองกรุงไปมากแต่ก็ฟังรู้เรื่อง ถึงคนเมืองจะชอบล้อว่าพูดเหน่อก็ตามที

      ผมพามิสเตอร์เอไปที่ War Museum (Nordland Rode Kors Krigsminnemuseum) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่รวบรวมเรื่องราวว่า เมืองนี้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่จากที่สังเกตดูภายในเมืองยังหลงเหลือร่องรอยของหลุมหลบภัย มิสเตอร์เอก็ดูจะพอรับรู้ได้ว่าที่นี่ผ่านอะไรมาบ้าง